"เตรียมตัว" เด็กวัยอนุบาล
Article
แบ่งปัน
"เตรียมตัว" เด็กวัยอนุบาล
"เตรียมตัว" เด็กวัยอนุบาล จากหนูน้อยวัยแบเบาะจนขยับเข้ามาเตรียมพร้อมก้าวสู่ เด็กวัยอนุบาลและเข้าสู่ชั้น อนุบาล 1 ทุกวินาทีคือช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ของ เด็กวัยอนุบาล และเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์อันหลากหลายและมีค่าเวลาอาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่จะช่วยถ่ายทอดทั้งความรักและประสบการณ์สร้างสรรค์ในช่วงเวลาคุณภาพและเติมเต็มพัฒนาการตามวัยของลูกน้อยได้ค่ะ


เด็กวัยอนุบาล

Quality Time for Family is ช่วงเวลาที่ทุกคนในครอบครัวได้ถ่ายทอดความรักและความใส่ใจให้กันและกันผ่าน สัมผัสอันอบอุ่น ถ้อยคำอันเอื้ออาทรท่าทีที่สมาชิกในครอบครัวปฏิบัติต่อกันด้วยความปรารถนาดี ซึ่งนอกจากจะ "เติม" คุณภาพให้ช่วงเวลาในวิถีชีวิตประจำวันยังสามารถ"สร้าง" เวลาคุณภาพพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กวัยอนุบาลอย่างตรงตาม Window of Opportunities ช่วงเวลาที่ทักษะการเรียนรู้ด้านใดด้านหนึ่งพัฒนาได้สูงสุดด้วยค่ะ


1 st Time เวลาแห่งความอบอุ่นและความสุข

วัยเตาะแตะจนถึงวัย 3-4 ปี ยังผูกพันกับอะไร ๆ ใกล้ตัวแต่ "ของเล่น"ถาวรที่พร้อมจะส่งรอยยิ้มกว้าง ๆ ร้องเรียกให้เขาเข้ามาคลุกคลีเล่นด้วยทุกวี่วันก็คือ คุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่าวัยนี้ไม่ต้องการอุปกรณ์มาเพลินเล่น แต่ที่ปรารถนาคือช่วยเวลาอันอบอุ่นที่ได้แลกเปลี่ยนสัมผัสกับคนรอบข้างต่างหาก ซึ่งน่าอัศจรรย์ทีเดียวที่หลายคนอาจพบว่าตั้งแต่ลูกยังตัวเล็ก ๆ ถ้าคุณกอดเขาในเวลาที่คุณเบื่อหน่าย เหนื่อยหรือไม่มีอารมณ์เจ๊าะแจ๊ะกับลูก ลูกจะผละหนีห่างจากอ้อมอกของคุณแทบจะทันที นั่นเพราะเด็กยิ่งเล็กจะมีสัญชาตญาณรับรู้ว่าขณะที่คุณอยู่ใกล้ชิดกับเขานั้น จิตใจของคุณกำลังจดจ่อกับสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เขาได้ Real Time tricks อย่ามองข้ามการสื่อสาร

เริ่มที่การสื่อสารพื้นฐานผ่านอวัจนภาษา ท่าทางบ่งความนึกคิดเกี่ยวก้อยหรือจับมือน้อย ๆ ขึ้นมาหอม ขอแนะนำกิจกรรมสะสมกอดยามที่ใครเผลอ ให้หาจังหวะโผเข้ากอดให้เต็มรักหากสำเร็จหนูจะได้แต้ม 1 กอด ถ้าใครครอบครองแต้มสะสมกอดมากที่สุดจะพิชิตรางวัลที่อยากได้ 1 อย่าง เชื่อเถอะค่ะว่ายิ่งกอดยิ่งรักกันแน่นหนีบ

จะน้องเล็ก อนุบาล 1 หรือพี่ใหญ่ อนุบาล 3 การพูดคุยด้วยวัจนภาษาก็ช่วยเชื่อมรักและเข้าใจได้ดีเยี่ยม เช่น คำพูดจ๊ะจ๋าสนทนาไต่ถามความรู้สึกทบทวนกิจวัตรที่เคยทำสม่ำเสมอ สะท้อนความใส่ใจ แค่ "หิวหรือยังจ๊ะลูก" "ง่วงนอนหรือยังคะ" ถ้อยคำสั้น ๆ สูญเสียเวลาไม่ถึง 5 วินาที ปลุกรอยยิ้มเจ้าตัวเล็กได้ทั้งวัน


2 nd Time เวลาแห่งการเล่นเผาผลาญพลังงาน

ขยับมาศึกษาพัฒนาการของลูกที่จะยกระดับความสูงเพิ่มพิกัดน้ำหนักในวัย อนุบาล 1 - อนุบาล 3 ซึ่งต้องการช่วงเวลาคุณภาพในการพัฒนาการทรงตัว การเคลื่อนไหว การทำงานประสานกันของอวัยวะอย่างเป็นองค์รวม เช่น แขน ขา คอ สายตา แค่ช่วงเวลา "เล่น" ระหว่างวันก็เป็นช่วงเวลาที่เขาได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกแห่งการเรียนรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่างเต็มที่ วัยนี้จึงต้องการเวลาเล่นเพื่อเผาผลาญพลังงานในร่างกายตามธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาฝึกฝนการคิดและจินตนาการรวมถึงการผูกมิตรสร้างสายสัมพันธ์ที่มากกว่าสิ่งของด้วย Real Time tricks เล่นพัฒนาร่างกายบวกจิตใจ

หาเวลาเอ็กเซอร์ไซส์ยามเช้าพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ วัย อนุบาล 1 อาจเปิดเพลงสนุก ๆ ชวนโยกตามจังหวะ (ในชุดนอนเลยก็ประหยัดเวลาดีนะคะ) หรือลองชวนพี่ อนุบาล 2 - อนุบาล 3 หาดัมเบลขนาดย่อมแบบเติมน้ำ อย่าลืมว่าร่างกายของลูกพัฒนาอยู่ตลอดเวลา กิจกรรมท้าทายกล้ามเนื้อจึงต้องยากขึ้นเป็นลำดับ โดยอาจทำชาร์ตบอกปริมาณน้ำในคัมเบลที่เขายกได้เพิ่มขึ้นทุก 3 เดือน ให้เขาได้ภูมิใจกับกล้ามแขน

จากนั้นมาเจาะลึกพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดเล็กคอนเฟิร์มค่ะว่าวัยนี้ยังไม่จำเป็นต้องเร่งคัดเขียน เพราะวัย อนุบาล 1 - อนุบาล 2 สามารถใช้เวลาฝึกฝนทีละนิดผ่านกิจกรรม เช่น ปั้นดินน้ำมัน ต่อบล็อกหรือเลโก้ รอช่วง อนุบาล 3 ตอนปลาย ค่อย ๆ ฝึกเขาขีดบวกเขียนก็ยังไม่สาย เพราะถ้าเตรียมพร้อมกล้ามเนื้อมัดเล็กไว้ก่อนหน้า การหัดเขียนย่อมไร้ปัญหา


3 rd Time เวลาแห่งการสำรวจพัฒนาตนเอง

ยังยืนยันค่ะว่าวัยอนุบาลเปรียบเหมือนฟองน้ำที่ซึมซับได้อย่างรวดเร็วยิ่งมีทฤษฎีเซลล์กระเงา (Mirror Neurons) ที่บ่งว่าเด็ก ๆ เรียนรู้จากต้นแบบรอบตัววัยนี้จึงต้องการเวลาในการตรวจสอบและฝึกฝนวินัย โดยปัจจัยสำคัญคือสภาพแวดล้อมที่หนู ๆ เติบโตและเรียนรู้ เช่น น้องหนูวัย 3-4 ปี อาจยังงอแงหากจับเขามาอยู่ในกรอบ (ที่เขามองว่าแสนจะคับแคบ) อย่าง "อย่ากินข้าวหกนะลูก" เพราะวัยนี้ต้องการเวลาที่จะฝึกฝนตนเองให้เก่งรอบด้าน หากคุณเร่งรัดมากจนเกินไปเวลาที่เขาจะได้พัฒนาตนเองอาจกลับกลายเป็นเวลาแห่งความทุกข์ระทม เพราะรู้สึกว่าถูกพ่อแม่บังคับตลอด Real Time tricks ชวนพ่อแม่สวมบทครูสอนวินัยให้ลูก

วัย 3-4 ปี วินัยที่ควรหัดเป็นเรื่องในชีวิตประจำวันค่ะ เช่น สอนเขาว่าการตี ทุบ ทึ้งผมคุณแม่เป็นพฤติกรรมไม่น่ารัก ขณะเดียวกันให้คุณเอ่ยชมเมื่อเขาทำตัวแสนดี เช่น "ชอบใจมากจ้ะที่ช่วยหยิบหวีให้แม่"

เมื่อขยับเป็นวัน อนุบาล 2 - อนุบาล 3 ค่อยสวมบทเฮี้ยบขึ้นอีกนิด เพื่อให้เขารู้ว่าคุณใส่ใจวินัยอย่างจริงจัง วัยกำลังซนต้องการเวลาที่คุณพ่อคุณแม่อธิบายในพฤติกรรมที่เขาเผลอทำไปอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งเขาจะได้สัมผัสความอ่อนโยนของคุณที่ให้โอกาสเขาได้แก้ไข อ้อมกอดอุ่น ๆ ให้กำลังใจ ใช้เวลาร่วมกันปรึกษา แล้วทุกวินาทีของลูกก็จะปฏิบัติตามวินัยที่เขายินยอม

4 th Time เวลาแหงการเรียนรู้ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์

นอกจากช่วงเวลาในการซึมซับข้อมูลสารพัน วัยอนุบาลมีช่วงเวลาที่คิดการณ์ไกลอยากกลั่นความคิดสร้างสรรค์ออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลก บ่อยครั้งค่ะที่เราจะเห็นเด็ก ๆ วัย 3 ปี สนุกกับการจุ่มมือในชามสีปั๊มเป็นภาพที่เรานิยามได้คำเดียวว่า "เละเทะ!" แต่เจ้าตัวยืดอกเหมือนได้สวมวิญญาณปิกัสโซ่ตั้งครึ่งวัน ช่วงเวลาที่ความคิดสร้างสรรค์ฉายแสงนี่ล่ะค่ะเป็นช่วงเวลาอันแสนมีค่า เพราะข้อมูลที่วัยนี้จดจำยังปะปนกันระหว่างความจริงและความฝันทำให้ไอเดียของพวกเขาทั้งน่าทึ่ง ทั้งน่าพิศวง ซึ่งคุณอาจไม่พบมันอีกเมื่อพวกเขาโตขึ้น Real Time tricks Freestyle ท้าทายการเรียนรู้

บางทีเด็ก ๆ เขารู้สึกเบื่อหน่ายกฎทั้งที่เขาอาจไม่รู้ว่า "การไม่มีกฎ" เป็นเรื่องท้ายทายยิ่งกว่า ลองตั้งคำถามว่าลูกจะเล่นอย่างไรเมื่อไม่มีของเล่นหรือสนามเด็กเล่นทีนี้วิธีเล่นจะพรั่งพรูออกมาร้อยพันรูปแบบ เช่น ห้องนอนเป็นป่า โต๊ะเป็นภูเขา มู่ลี่หน้าต่างเป็นใบไม้ หมอนข้างกลายเป็นท่อนซุง

เปิดโอกาสให้ลูกทำ "อะไรก็ได้" ที่อยากทำที่สุดใน 1 วันเต็ม โดยคุณพ่อคุณแม่สวมบทผู้สังเกตการณ์ (ตราบใดที่หนูไม่ก่อความเสียหายต่อตัวหนูเอง ผู้อื่น และทรัพย์สินในบ้าน) เวลาแห่งอิสระบวกความไว้ใจจากคุณจะเป็นตัวแปรสำคัญหนุนให้ความคิดสร้างสรรค์ของลูกทำงานเต็มประสิทธิภาพ

ลูกน้อยกำลังเติบโตขึ้นทุกวินาทีที่เขาเคลื่อนไหวปลดปล่อยความนึกคิดไปตามอารมณ์และความรู้สึกในหลากหลายบรรยากาศที่ได้สัมผัสไปพร้อมกับสารพันรูปแบบข้อมูลที่เขาสงสัยใคร่เรียนรู้ อย่าปล่อยให้เวลาสูญไปอย่างไร้ค่าเลยค่ะ เริ่ม "สร้าง" เวลาคุณภาพตั้งแต่วินาทีนี้กันเลยนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Kids and School ขอขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
การสอนลูกมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกระทำของคุณ ลูกจะทำตามคุณแม้คุณไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ดังคำที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าการพูด ฉะนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังและต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก