ลงทะเบียนเข้างาน
ลงทะเบียน
บทความ
แบ่งปัน
มาพิชิตการเรียนของลูกด้วยการนอนกันเถอะ
มาพิชิตการเรียนของลูกด้วยการนอนกันเถอะ เชื่อว่าในบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่กวดขันลูก ๆ ด้านการเรียน อยากให้ลูกเรียนเก่ง ๆ คงมองหาเทคนิคใหม่ ๆ เพื่อมาเพิ่มความสามารถให้กับลูกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ล่าสุด มีนักวิจัยค้นพบว่า การให้เด็กพิชิต "การเรียน" ได้นั้น ใช้เรื่องง่าย ๆ อย่างการ "นอนหลับ" ก็เพียงพอ

เพราะมีการวิจัยยืนยันแล้วว่า การนอนหลับอย่างเพียงพอนั้นจะช่วยให้ผลการเรียนของเด็ก "ดีขึ้น" โดยในครั้งนี้ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอลาบามากล่าวว่า เด็กอายุ 3 - 5 ขวบนั้นควรนอนหลับอย่างน้อย 11 - 13 ชั่วโมงต่อคืน ส่วนเด็กอายุ 5 - 12 ขวบนั้นต้องพักผ่อนอย่างน้อย 10 - 11 ชั่วโมงต่อคืน

"ทั้งความจำ การตัดสินใจ ความสนใจในการเรียน ความมั่นคงทางอารมณ์ ตลอดจนระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะได้ประโยชน์จากการนอน ตรงกันข้าม การนอนไม่พอนั้นจะส่งผลเสียต่อเด็กในช่วงวัยเรียน" ดร. คริสติน เอวิส กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับกล่าว พร้อมเผยว่า "มีความเชื่อบางประการที่ว่า เด็กเล็กมีพลังงานล้นเหลือ และไม่ต้องการนอนมากนัก การนอนเพียง 7 - 8 ชั่วโมงในตอนกลางคืนก็เพียงพอ แต่ที่จริงแล้ว ควรให้พวกเด็ก ๆ ได้นอนสักคืนละ 9 ชั่วโมงขึ้นไป"

นอกจากนั้น ในการสำรวจพฤติกรรมการนอนของเด็กโดย The National Sleep Foundation สหรัฐอเมริกาพบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีถึง 60 เปอร์เซ็นต์รู้สึกอ่อนเพลียในระหว่างวัน และ 15 เปอร์เซ็นต์ยอมรับว่า ตนเองแอบหลับในคาบเรียนด้วย

เพื่อให้เด็ก ๆ ได้ปรับตัวกับการนอนหัวค่ำและตื่นแต่เช้าของการไปโรงเรียน ควรจะเริ่มเตรียมตัวสักหนึ่งอาทิตย์ก่อนเปิดเทอม ดีกว่ามาเริ่มในคืนก่อนเปิดเทอม เพราะถ้าเด็กนอนไม่หลับอาจทำให้การกลับไปโรงเรียนวันแรกของเทอมนั้นไม่เป็นที่น่าพึงพอใจนัก

อีกประการหนึ่งที่สามารถช่วยให้เด็กหลับสบายได้ก็คือ การลดจำนวนของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในห้องเด็ก ๆ ทำให้ห้องเงียบ และสงบเท่าที่จะเป็นไปได้

"โดยเฉลี่ยแล้ว ในห้องที่เด็กนอนจะมีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อยู่ราว 3 - 4 ชิ้น ซึ่งนั่นอาจหมายถึงการที่เด็กนอนหลับไปพร้อมกับเสียงโทรทัศน์ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับการนอนของเด็กแต่อย่างใด" ดร.เอวิสกล่าวปิดท้าย


เรียบเรียงจากเฮลท์เดย์นิวส์
ข้อมูลจาก : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9540000116968
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
การสอนลูกมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกระทำของคุณ ลูกจะทำตามคุณแม้คุณไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ดังคำที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าการพูด ฉะนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังและต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก