ลงทะเบียนเข้างาน
e-mail
Mobile number

บทความ
แบ่งปัน
รูปแบบการเล่น สร้างทักษะชีวิตให้ลูกได้

รูปแบบการเล่น สร้างทักษะชีวิตให้ลูกได้ "เด็กกับของเล่นเป็นของคู่กัน""การเล่นคืองานของเด็ก"ประโยคในท่วงทำนองนี้มักได้ยินเสมอมาตั้งแต่เด็ก

ที่จริงแล้วเรื่องของเล่น หรือการเล่นเป็นเรื่องสำคัญของเด็กที่คนเป็นพ่อแม่ต้องใส่ใจและให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะรูปแบบการเล่นของลูก ส่งผลต่อการเติบโตของลูกทั้งชีวิตได้เลยทีเดียว

แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงนอกเหนือจากความรู้เรื่องการเล่นกับพัฒนาการตามวัยแล้ว ควรจะเน้นถึงเรื่องการส่งเสริมทักษะชีวิตของลูกผ่านการเล่นด้วย

ของเล่นที่สำคัญที่สุดคือได้เล่นกับพ่อแม่ ค่านิยมที่เข้าใจว่า การเล่นเป็นเรื่องของเด็กเท่านั้น เป็นเรื่องที่ผิด เพราะผู้ใหญ่ก็สามารถเล่นได้ และการเล่นของผู้ใหญ่จะไปช่วยเสริมสร้างบุคลิกภาพให้แก่ลูกต่อไปได้ด้วย เพราะขณะที่กำลังเล่นกัน พ่อแม่สามารถสอดแทรกเรื่องราวดีๆ ที่ต้องการปลูกฝังให้แก่ลูกได้มากมาย

ยกตัวอย่าง เมื่อคุณเล่นแต่งตัวให้ตุ๊กตากับลูกสาว ก็สามารถสอนลูกในเรื่องการแต่งกายที่เหมาะสม ถ้าไปวัดเราควรจะแต่งตัวอย่างไร ถ้าไปเที่ยวชายทะเลควรจะแต่งตัวอย่างไร และการแต่งตัวที่เหมาะสมกับวัยควรแต่งตัว อย่างไร ทำไมต้องคำนึงถึงกาลเทศะ โดยเราสามารถสอดแทรกเรื่องการแต่งกายแบบไหนที่ไม่เหมาะสมได้อีกด้วย

ถ้าเป็นลูกชาย อาจเป็นการเล่นเครื่องมือช่าง ก็สามารถสอดแทรกเรื่องของจริงไปด้วย เช่น ถ้ามีข้าวของเสียหายที่สามารถซ่อมแซมเองภายในบ้านก็สามารถทำเองได้ อาจจะทำให้เห็นจากสถานการณ์จริงก็ได้ โดยสอดแทรกเรื่องความปลอดภัยเข้าไปด้วย เช่น เปลี่ยนหลอดไฟ ก็ต้องปิดสวิตซ์ไฟให้เรียบร้อยก่อน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดอันตรายได้


หรือแม้แต่การเล่นที่ต้องสร้างสรรค์ หรือประดิษฐ์เป็นงานศิลปะ ก็เป็นการส่งเสริมเรื่องจินตนาการให้แก่ลูกได้เป็นอย่างดี กระตุ้นให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์

รวมไปถึงของเล่นที่มีทั้งปลายปิดและปลายเปิด แบบปลายปิดก็คือ ของเล่นที่มีคำตอบเพียงคำตอบเดียว เช่น โดมิโน หรือจิ๊กซอว์ ส่วนของเล่นแบบปลายเปิดก็คือแบบที่ใช้จินตนาการของตนเอง เช่น การต่อบล็อกเป็นรูปต่างๆ ตามความต้องการของเด็ก

ผศ.ดร.อุษณีย์ อนุรุทธ์วงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเด็กอัจฉริยภาพ ม.ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร เคยกล่าวไว้ว่า เด็กจะเล่นตามความถนัด และเด็กจะเล่นจากการถูกกระตุ้นโดยสิ่งแวดล้อม นั่นทำให้เราสามารถมองเห็นและวัดแววอัจฉริยะของลูกได้ โดยดูจากของที่เขาเล่นและสนใจนั่นเอง แต่เสียดายที่เด็กสมัยนี้ถูกปล่อยให้เล่นไปตามเรื่องตามราว โดยพ่อแม่ ไม่ได้สังเกตแววความสนใจของลูก ทั้งที่ช่วงอายุ 0-8 ขวบนั้น ถือเป็นพื้นฐานที่ดีที่สุดในการพัฒนาการ

"พ่อแม่จะเลือกสร้างกระต๊อบหรือสร้างคฤหาสน์ก็อยู่ที่ช่วงนี้ ถ้าพ่อแม่ต้องการสร้างลูกให้โตไปแบบกระต๊อบ ก็ไม่ต้องใส่ใจ ให้ลูกเล่นเองก็ไม่ต้องส่งเสริมพัฒนาการอะไรมาก"

ฉะนั้น เราไม่ควรปล่อยช่วงเวลาทองของลูกให้ผ่านเลยไป โดยที่พ่อแม่ไม่ได้มีส่วนช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อย และไม่ได้กำหนดรูปแบบในการเล่นให้แก่ลูก

แท้จริงแล้วเรื่องราวอื่นๆ ที่ต้องการสอดแทรกและปลูกฝัง ทั้งในเรื่องวิถีชีวิต พฤติกรรม รวมไปถึงรูปแบบการใช้ชีวิตอื่นๆ ก็สามารถส่งเสริมทักษะการเล่นให้กลายเป็นทักษะชีวิตที่ดีในอนาคตได้ด้วย

เห็นไหม เรื่องเล่นไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เรื่องเล่นจะกลายเป็นการสร้างทักษะชีวิตให้ลูกได้อย่างน่าทึ่ง

ที่มา: หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ
ข้อมูลจาก : http://www.thaihealth.or.th/node/18420
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
การสอนลูกมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกระทำของคุณ ลูกจะทำตามคุณแม้คุณไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ดังคำที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าการพูด ฉะนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังและต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก