ลงทะเบียนเข้างาน
Mobile number
e-mail
บทความ
แบ่งปัน
ฟังสไตล์เลี้ยงลูก 3 คุณแม่คนดัง...เน้นหัวใจ มากกว่าหัวโต!

ฟังสไตล์เลี้ยงลูก 3 คุณแม่คนดัง...เน้นหัวใจ มากกว่าหัวโต! ปัจจุบันการเลี้ยงลูกแบบเก่า ที่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพ่อแม่ ได้ค่อยๆ เลือนหายไป เพราะพ่อแม่ยุคใหม่หลายคน เข้าใจธรรมชาติของลูกมากขึ้น เนื่องจากเชื่อว่า อิสระทางความคิดของลูก มีผลต่อความสุข และการเรียนรู้ของเด็ก ทำให้พ่อแม่ เปลี่ยนบทบาทจากผู้คาดหวัง มาเป็นผู้ให้คำปรึกษา และสนับสนุนแทน โดยจะเน้นหัวใจมากกว่าหัวโต

เหมือนกับ 3 ครอบครัวคนดัง อย่าง ครอบครัว "นิติพน" ครอบครัว "หาญณรงค์" และครอบครัว "เศรษฐบุตร" ที่เป็นตัวอย่างการเลี้ยงลูกสไตล์คุณแม่ยุคใหม่ ที่ไม่อิงความคิดของพ่อแม่เป็นหลัก แต่จะอิงความสุข และความชอบของลูกเป็นที่ตั้ง เริ่มกันที่ ครอบครัว "นิติพน" โดย "จอย-อัจฉริยา นิติพน" คุณแม่ของ “น้องเอลี่” เป็นตัวแทนกล่าวว่า ตัวเธอไม่เห็นด้วยกับการบังคับให้เด็กเรียน บางทีเด็กไม่ได้ชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่พ่อแม่บังคับให้เรียนในสิ่งที่ตนชอบ เมื่อเป็นเช่นนี้ เด็กจะทำได้ไม่ดี เพราะไม่ได้สนใจในสิ่งนั้นๆ อย่างแท้จริง

"ครอบครัวจอยเชื่อว่าการได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนเป็นสิ่งที่เพียงพอแล้ว พ่อแม่ไม่เคยสนับสนุนให้ต้องไปเรียนพิเศษข้างนอก แต่จะเป็นการเพิ่มเติมเฉพาะส่วนที่เราคิดว่าเขายังขาดอยู่ เช่น ตอนนี้ก็ส่งเอลี่ไปเรียนที่พิงกุส์ อิงลิช ที่จีเนียส แพลเน็ท เน้นการเรียนรู้ผ่านเรื่องราวของตัว “พิงกุ” เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เนื่องจากกำลังจะส่งเอลี่เข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติต่อ เพราะโรงเรียนที่เพิ่งจบ สอนแบบสองภาษา ซึ่งเราก็เริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่เขารู้ จะพอหรือไม่ ถ้าเทียบกับเด็กที่มีพื้นฐานมาก่อน เช่น เรื่องไวยากรณ์ เขาก็อาจจะยังไม่เก่ง 100 % ส่งไปเรียนก็เพื่อทำให้เขาทันกับเด็กที่มีพื้นฐานมากกว่า" คุณแม่จอยกล่าว

เช่นเดียวกับ "จริญญา หาญณรงค์" หรือ "ลูกตาล" อดีตภรรยาของ "โดโด้-ยุทธพิชัย" คุณแม่ของน้องออมสิน น้องเอเซีย และน้ององศา ที่ไม่เห็นด้วยกับการบังคับให้ลูกเรียนในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ กับเรื่องนี้ เธอบอกว่า "เราต้องไม่บังคับลูก แต่ต้องคอยแนะแนวให้ลูกว่า ถ้าเรียนวิชานี้แล้วจะสามารถพัฒนาไปเป็นอะไรได้ในอนาคต เพราะมันคือชีวิตของลูก เอาความสบายใจของลูก ลูกมีความสุขที่จะทำ ถึงแม้ว่าผลออกมาจะไม่ดีมาก แต่ถ้าเขามีความสุขก็เพียงพอแล้ว"


คุณแม่คริสตี้กับน้องไท-ทีน่า 

อย่างไรก็ตาม เธอเล่าย้อนให้ฟังว่า เธอเป็นคนที่เรียนตามใจพ่อแม่มาตั้งแต่เล็ก พอโตเป็นวัยรุ่นอยากเรียนอะไรพ่อแม่ก็ไม่ให้เรียน ซึ่งเคยถูกพ่อแม่บังคับให้ไปเรียนในสิ่งที่ไม่ชอบ ถึงขนาดตามไปเฝ้าที่โรงเรียน จึงรู้สึกว่าโดนบังคับจิตใจมาก ถึงแม้จะรู้ว่าพ่อแม่ทำไปด้วยความรักก็ตาม

"สิ่งที่เราไปเรียน เราสามารถทำได้ เราภูมิใจที่คนอื่นทำเหมือนเราไม่ได้ แต่เราคิดว่า เราไม่เก่ง มันเหมือนเป็ด รู้ทุกอย่าง ทำได้ทุกอย่าง แต่ทำได้ไม่ดีเลยสักอย่าง ซึ่งมาเริ่มปรับตัวอีกทีก็ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัย ตอนนั้นทำทุกอย่างที่อยากทำ ทั้งว่ายน้ำ บาสเก็ตบอล แบดมินตัน ถึงแม้ว่าจะสายไปหน่อยแต่ก็ยังได้ทำ"

"ดังนั้น พอมีลูก จะเน้นความสุขที่ลูกได้รับ โดยช่วงปิดเทอม จะยังไม่ส่งลูกไปเรียนพิเศษทันที แต่จะให้ลูกได้พักก่อน ตอนนี้ก็ส่งไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่ต่างจังหวัด ที่จะมีบรรยากาศแบบเศรษฐกิจพอเพียง ต้องการให้ลูกได้เรียนรู้กับธรรมชาติ รู้ชีวิตคนต่างจังหวัด สอนให้ต่างคนต่างรู้หน้าที่ของตัวเองว่าตอนนี้ลูกมีหน้าที่เรียน และเป็นเด็กดีของแม่ ของสังคม ส่วนแม่มีหน้าที่ทำงานเพือ่เอาไปจ่ายให้ลูกได้เรียนในสิ่งที่ลูกชอบ จะบอกลูกอยู่เสมอว่าเรามีหน้าที่ต้องทำชีวิตในแต่ละวันให้ดีที่สุด" คุณแม่จริญญากล่าว

ทิ้งท้าย กับ "คริสติน่า เศรษฐบุตร" คุณแม่เซเลบริตี้ นักสะสมรถคลาสสิกตัวยง กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่พ่อแม่จะบังคับให้ลูกเรียนอย่างที่ผู้ปกครองต้องการ สิ่งที่เราชอบไม่ได้หมายความว่าลูกจะต้องชอบ สิ่งไหนที่เราเก่งไม่จำเป็นว่าลูกจะต้องเก่ง แต่ละคนมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้น หน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ที่ดี จะต้องสังเกตว่าลูกชอบอะไร เก่งด้านไหน แล้วส่งเสริมด้านนั้นให้ดีที่สุด ถ้าไปบังคับ ลูกจะไม่มีความสุข และจะทำสิ่งนั้นๆ ได้ไม่ดีอย่างทีพ่อแม่ต้องการ

คงจะดีไม่น้อย ถ้าพ่อแม่ทุกคนไม่บังคับ หรือขีดเส้นให้ลูกอยู่ในกรอบมากเกินไป และคงจะดีมาก ถ้าพ่อแม่ส่วนใหญ่หันมาใส่ใจ "หัวใจ" ของลูก มากไปกว่าความคาดหวัง หรือไปเซ่นไหว้อนาคตของพ่อแม่ไว้กับลูก เมื่อเป็นเช่นนี้ เชื่อว่า อนาคตของชาติจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีแต่ความสุข ไม่กดดัน และยอมรับกับความผิดหวังได้อย่างมีสติ

ข้อมูลจาก : http://www.manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000046894
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ