ลงทะเบียนเข้างาน
e-mail
Mobile number

บทความ
แบ่งปัน
อาการแพ้ฮอร์โมนของคุณแม่ตั้งครรภ์
อาการแพ้ฮอร์โมนของคุณแม่ตั้งครรภ์ อาการแพ้ฮอร์โมนของคุณแม่ตั้งครรภ์

เมื่อคุณแม่เริ่มตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนในร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลง มีการสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และฮอร์โมนเอสโตรเจนมากขึ้น รวมถึงมีฮอร์โมนใหม่อีกตัวหนึ่งที่สร้างจากรกคือ ฮอร์โมน HCG ซึ่งระดับฮอร์โมนต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงนี้เองที่ทำให้คุณแม่บางคนเกิดอาการแพ้ท้องในช่วงตั้งครรภ์ระยะแรก 

สำหรับคุณแม่บางคนฮอร์โมนไม่ได้ทำให้เกิดอาการแพ้ท้องเท่านั้น แต่อาจทำให้เกิดอาการผื่นแพ้ ผื่นแดง หรือมีผื่นคล้ายสิวเกิดขึ้นตามร่างกายได้ โดยคุณแม่บางคนอาจจะมีอาการตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ แต่คุณแม่บางคนกลับมีผื่นแพ้ฮอร์โมนในช่วงหลังคลอด เนื่องจากเมื่อคลอดลูกแล้วระดับฮอร์โมนที่เคยสูงในระหว่างตั้งครรภ์จะลดระดับลงอย่างรวดเร็ว 

การที่คุณแม่แต่ละคนมีอาการแตกต่างกัน เพราะอาการต่างๆ เหล่านี้เกิดจากการที่ร่างกายของแต่ละคนตอบสนองต่อระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงต่างกัน ในขณะที่คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนอาจจะไม่มีอาการใดเลย คุณแม่บางคนอาจจะมีอาการแพ้ท้องมาก หรือมีหลายอาการเกิดขึ้น เช่น มีผื่นแพ้ มีสิวฝ้า หรือบางคนระดับฮอร์โมนมีผลต่อระดับความดันโลหิตด้วย 

หากคุณแม่ตั้งครรภ์มีอาการผื่นแพ้เพราะฮอร์โมน คุณหมอมักรักษาตามอาการ แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่ให้ยาแก้แพ้ใดๆ เพราะยาอาจมีผลต่อเด็กในครรภ์ได้ และคุณแม่ควรดูแลผิวไม่ให้อักเสบติดเชื้อ พยายามอย่าถูหรือเกา และไม่ควรซื้อยาแก้แพ้มากินหรือทาเองอย่างเด็ดขาดเพราะยาอาจมีส่วนผสมที่เป็นอันตรายต่อลูกในครรภ์ได้ และอาการผื่นแพ้นี้มักจะหายไปหลังคลอดลูก

แม่มีผื่นแพ้ฮอร์โมนเข้าใกล้ลูกได้ไหม

ส่วนคุณแม่บางคนอาจมีอาการผื่นแพ้ฮอร์โมนหลังคลอด หากมีอาการมากคุณหมออาจพิจารณาให้ยากินแก้แพ้ที่มักมีส่วนผสมของสเตียรอยด์ ซึ่งหากคุณแม่ตัดสินใจกินยาแก้แพ้ คุณแม่จะไม่สามารถให้นมลูกได้ เพราะสเตียรอยด์จะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและอาจทำให้ลูกได้รับยาผ่านทางน้ำนม 

หากไม่รักษาด้วยยากิน ก็อาจรักษาด้วยยาทาแก้แพ้ซึ่งมีส่วนผสมของสเตียรอยด์เช่นกัน ถ้าคุณแม่ทายาแก้แพ้ก็ต้องระวังไม่ให้ผิวที่ทายาสัมผัสกับผิวลูก เพราะผิวทารกอ่อนบางมาก หากสัมผัสยาที่มีสเตียรอยด์อาจเกิดอาการผิวไหม้ได้ ซึ่งถ้าคุณแม่ไม่ได้กินหรือทายาแก้แพ้ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ คุณแม่สามารถดูแลและให้นมลูกได้ตามปกติ 

อาการผื่นแพ้ฮอร์โมนนี้จะหายไปได้เอง ภายในประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังคลอด เมื่อร่างกายปรับตัวกับระดับฮอร์โมนได้แล้ว ผื่นนั้นก็จะหายไปเอง และพบว่าคุณแม่ที่เคยมีอาการผื่นแพ้ฮอร์โมน อาจมีหรือไม่มีอาการนี้อีกในการตั้งครรภ์ลูกคนต่อไปได้

ลูกน้อยเป็นผื่นแพ้ฮอร์โมน
ส่วนเด็กทารกหลังคลอดก็อาจเกิดอาการผื่นแพ้ฮอร์โมนได้เช่นกัน มักพบในทารกเพศชายมากกว่าเพศหญิง อาจเพราะทารกเพศหญิงมีลักษณะของฮอร์โมนคล้ายคุณแม่มากกว่าทารกเพศชาย ทารกเพศหญิงจึงเกิดอาการแพ้ฮอร์โมนได้น้อยกว่า 

อาการแพ้นี้เกิดจากตอนที่อยู่ในครรภ์ทารกได้รับฮอร์โมนต่างๆ จากคุณแม่อย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อคลอดออกมาแล้ว ฮอร์โมนที่เคยได้รับลดระดับลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทารกบางคนตอบสนองต่อการลดระดับของฮอร์โมนอย่างรวดเร็วโดยมีอาการผื่นแพ้ขึ้นมา ซึ่งผื่นนี้อาจจะเป็นผื่นแดง ผดผื่น หรืออาจเป็นตุ่มแดงคล้ายสิวก็ได้ 

และเช่นเดียวกับคุณแม่ ทารกแต่ละคนมีการตอบสนองต่อระดับฮอร์โมนในร่างกายต่างกัน ทำให้ทารกบางคนมีอาการผื่นแพ้หลังคลอด ในขณะที่บางคนอาจจะไม่มีอาการใดๆ เลย หรือทารกเพศหญิงบางคนหลังคลอดมีมูกหรือเลือดออกมาจากช่องคลอด คล้ายมีประจำเดือน เนื่องจากทารกตอบสนองต่อฮอร์โมนเพศหญิงที่ได้รับจากคุณแม่ตั้งแต่อยู่ในครรภ์นั่นเองค่ะ

ทารกเพศชายบางคนอาจมีลักษณะคล้ายมีเต้านม ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้จะหายไปภายใน 2-4 สัปดาห์ หรือไม่เกิน 3 เดือนหลังคลอด เมื่อระดับฮอร์โมนที่มีผลกระทบกับตัวเด็ก ที่เคยได้รับจากครั้งที่อยู่ในครรภ์หมดไป

ข้อมูลจาก : http://www.vcharkarn.com
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
คุณควรทำอย่างไร หลังจากแผดเสียงใส่ลูก
เชื่อว่ามีแม่น้อยคนนักที่จะไม่เสียงดังใส่ลูกน้อย โดยเฉพาะแม่ที่เลี้ยงลูกเองแบบเต็มเวลา ซึ่งจะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เราเป็นปุถุชนคนธรรมดา ก็ต้องมีสติหลุดกันไปบ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือ หลังจากเราแผดเสียงใส่ลูกไปแล้ว คุณแม่ ๆ จะทำอย่างไร จะใช่สิ่งเหล่านี้หรือเปล่า
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่จะทำให้คุณรู้จักลูกๆ ของคุณดีขึ้น
คำถามที่ลูกชายอยากให้คุณถามเธอ และ คำถามที่ลูกสาวอยากให้คุณถามเธอ
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
นิสัยของแม่ที่ลูกจะซึมซับโดยที่ไม่ต้องสอน
การสอนลูกมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การกระทำของคุณ ลูกจะทำตามคุณแม้คุณไม่ต้องสอน ไม่ต้องบอก ดังคำที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าการพูด ฉะนั้น คุณแม่ต้องระมัดระวังและต้องทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูก