News
แบ่งปัน
เด็กเรียนดีและฉลาดยิ่งเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

เด็กเรียนดีและฉลาดยิ่งเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ช่วงเดือนที่ผ่านมาข่าวคราวโศกนาฏกรรมเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเด็กเกิดขึ้นหลายราย ล้วนแล้วน่าสลดหดหู่เหลือเกิน เพราะเป็นเด็กที่อยู่ในช่วงไม่เกินวัยประถมต้น ซึ่งเป็นวัยที่ควรอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่

หวังว่า ข่าวคราวทั้งเรื่องที่เด็กวัย 5 ขวบ ตกคอนโดมิเนียม 7 ชั้น จนเสียชีวิต หรือข่าวที่เด็ก วัยเกือบ 10 ปี ฆ่าตัวตาย หวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์ (อีกแล้ว) ให้กับคนเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง

กรณีเด็กน้อยเสียชีวิตที่สะเทือนใจมากเหลือเกิน ก็คือ ข่าวฆ่าตัวตาย
ข่าวที่ว่าก็คือ น้องเจมส์ (ด.ช.ธันวา เวชกามา) อายุเกือบ 10 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ฆ่าตัวตายด้วยผ้าขนหนูผูกคอในห้องน้ำภายในบ้าน ด้วยสาเหตุอาจน้อยใจที่ถูกคุณพ่อบังคับให้ไปโรงเรียนในวันสุดท้ายของเทอมแรกปีการศึกษา 2552

ตามข่าวน้องเจมส์ เป็นเด็กเรียนดี เป็นนักกีฬาเทควันโด เคยได้รับรางวัลเหรียญทองเทควันโด ระดับเยาวชนหลายรายการ ทั้งคุณครูและพ่อแม่ให้สัมภาษณ์ ว่า น้องเป็นเด็กดี มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและครู และไม่เคยปรากฏว่ามีปัญหาทั้งการเรียนและครอบครัว พ่อแม่เชื่อว่า เด็กอาจทำประชดแล้วเกิดพลาดทำให้เสียชีวิต

ไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร แต่ข่าวคราวเรื่องเด็กฆ่าตัวตายมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้นจริง

ก่อนหน้านี้ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยถึงแนวโน้มของเด็กที่ฆ่าตัวตายมีอายุลดลง และมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น สาเหตุหลักมาจากปัญหาครอบครัว การเลี้ยงดู และสภาวะจิตใจ ที่ทำให้เด็กซึมเศร้า และเครียดจัด เมื่อเกิดปัญหากระทบจิตใจ จึงตัดสินใจคิดสั้น

แล้วอะไรทำให้เด็กไทยต้องเครียดมากมายขนาดนั้น จนคิดสั้นไม่อยากจะมีชีวิตอยู่…?
ปัจจัยสำคัญที่สุดเกิดจากปัจจัยภายในครอบครัวที่มีผลต่อการพยายามฆ่าตัวตายของเด็ก

ประการ 1 ไม่มีเวลาให้กัน
ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะเมื่อไม่มีเวลาให้กัน ก็ย่อมทำให้สัมพันธภาพในครอบครัวขาดช่วง ขาดการพูดคุย ปรึกษาหารือกัน ทำให้ไม่ทราบเรื่องราวความเป็นไปในชีวิตของสมาชิกในครอบครัว อย่าคิดว่าลูกยังเด็กไม่มีเรื่องเครียดหรอก เพราะปัญหาที่ประสบอยู่ของเด็กก็เป็นเรื่องใหญ่ของเขา เพราะเขายังขาดประสบการณ์ชีวิต และเมื่อเขาไม่สามารถพูดคุยหรือระบายให้คนในครอบครัวได้ ก็อาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้

ประการที่ 2 ใช้คำพูดไม่เหมาะสม
บางครอบครัวมีการสื่อสารกันตลอด แต่เป็นการสื่อสารที่บกพร่อง มีการใช้คำพูดที่รุนแรง เหน็บแนมด่าทอ หรืออาจใช้คำไม่สุภาพหยาบคาย เช่น “มึงโง่” หรือพูดจาส่อเสียดเวลาลูกทำสิ่งใดผิดพลาด เช่น “เกิดมาทำไมเนี่ย ไม่มีอะไรดีเลย” แม้ใจจริงพ่อแม่ไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่คำพูดที่พูดออกไป ก็ได้เข้าไปประทับอยู่ในใจของลูกเรียบร้อยแล้ว ผู้ใหญ่บางคนถึงขนาดควบคุมอารมณ์ไม่ได้ต่อว่าลูกให้ไปตายเสีย ก็เคยเกิดเหตุไม่คาดคิดแล้วต้องทำให้พ่อแม่ต้องมาเสียใจในภายหลัง

ประการที่ 3 เผด็จการครอบครัว
วิธีการเลี้ยงดูแบบพ่อแม่เป็นใหญ่ กดขี่ และสั่งการ แม้พ่อแม่อยากให้ลูกได้ดี และเชื่อว่า ถ้าลูกทำอย่างที่ตนเองวางแผนไว้แล้วจะได้ดี เช่น การถูกบังคับให้เรียนในวิชาที่ไม่ชอบหรือทำให้สิ่งที่ลูกไม่ต้องการ โดยไม่รับฟังความคิดเห็นของลูก ก็อาจทำให้ลูกน้อยใจ และคิดว่าพ่อแม่ไม่รักตนเอง ไม่สนใจว่าลูกคิดอย่างไร เด็กประเภทนี้จะขาดความมั่นใจในตนเอง จะขี้กลัวและเก็บกด เด็กหลายคนที่สามารถปรับตัวกับเพื่อนได้ก็ยังมีคนรับฟัง แต่ถ้าเด็กขาดความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อน หรือคนที่พร้อมจะรับฟังเขา ก็อาจทำให้เด็กประเภทนี้เลือกตัดสินปัญหาที่หาทางออกไม่ได้ด้วยการประชดชีวิตไปเลย

ประการที่ 4 มีปัญหาทางจิต
เด็กบางคนอาจมีอาการของโรคทางจิต เช่น เป็นโรคซึมเศร้า ต้องได้รับการรักษา เพราะถ้าหากปล่อยไว้จะเกิดปัญหาอย่างแน่นอน

ข้อมูลผลการสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิตคนไทยปี 2551 พบว่า 
มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเฉลี่ยทั่วประเทศประมาณร้อยละ 2.39 
อันดับ 1 คือ กรุงเทพฯ ร้อยละ 3.47
อันดับ 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 2.77
อันดับ 3 ภาคใต้ ร้อยละ 2.11
อันดับ 4 ภาคเหนือ ร้อยละ 1.95
และอันดับสุดท้ายคือ ภาคกลาง ร้อยละ 1.70

และเจ้าโรคซึมเศร้ากำลังเป็นภัยเงียบคุกคามการดำเนินชีวิตของคนในสังคม ฉะนั้น ถ้าพ่อแม่พบเห็นหรือสังเกตว่าลูกของเราอาจเข้าข่ายดังกล่าว ต้องรีบไปพบแพทย์ เพราะถ้าเข้ารับการรักษาเร็วก็จะทำให้มีโอกาสรักษาให้หายได้ ถ้าเข้าไปช่วยเหลือทันท่วงทีและถูกวิธี

ประการที่ 5 เด็กรู้สึกว่าไร้ค่า
มนุษย์ทุกคนควรได้รับการยอมรับคุณค่าของความเป็นมนุษย์ เด็กเองก็ต้องการการยอมรับจากพ่อแม่ จากคนที่เด็กรัก แต่กลับมีเด็กจำนวนไม่น้อยที่รู้สึกน้อยใจในโชคชะตา ไม่มีคนรัก บางคนรู้สึกตนเองไม่มีคุณค่าที่จะอยู่ในครอบครัวต่อไป อาจเป็นผลมาจากการถูกตอกย้ำความไร้ค่าจากคนที่เขารัก

สิ่งที่คนในครอบครัวควรปฏิบัติต่อกัน ต้องเริ่มจากการพูดจาดีต่อกัน การให้กำลังใจ และให้ลูกรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ก็ต้องเริ่มจากพ่อแม่ เว้นการด่าทอที่มีลักษณะเป็นการดูถูกหรือเหยียดหยาม จนทำให้เกิดความน้อยใจ และเมื่อสังเกตเห็นลูกผิดปกติ ควรเข้าไปพูดจาถามไถ่เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาตั้งแต่ต้น

ประการที่ 6 ปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือครอบครัวแตกแยก
ปัญหาเรื่องนี้กลายมาเป็นปัญหาใหญ่ถ้าไม่สามารถปรับตัวได้ เพราะเด็กที่เคยอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะ หรือครอบครัวสมบูรณ์ และเมื่อครอบครัวต้องประสบกับภาวะขัดสน หรือแตกแยก การปรับตัวของสมาชิกในครอบครัวต่อปัญหาเศรษฐกิจและความเครียด ทำให้สัมพันธภาพของคนในครอบครัวห่างเหิน เด็กบางคนไม่สามารถปรับตัวได้ อีกทั้งเมื่อสัมพันธภาพห่างเหิน ก็ทำให้เด็กจำนวนไม่น้อยเดินหลงทาง หรือไม่ก็เลือกจบปัญหาที่ไม่เหมาะสม


ประการ7 ขาดทักษะชีวิต
ประเด็นนี้นับเป็นประเด็นใหญ่ และกลายเป็นปัญหาหนักสุด เพราะเด็กในยุคปัจจุบันได้รับการเลี้ยงดู และเติบโตขึ้นมาด้วยการถูกบ่มเพาะให้เป็นเด็กเก่ง เด็กเรียนดี และมักมีการแข่งขันในทุกเรื่องของชีวิต

เมื่อเด็กเหล่านี้เติบโตขึ้นมาด้วยการเก่งวิชาการอย่างเดียว จึงมักทำให้ชีวิตขาดทักษะในด้านอื่นๆ ที่จำเป็นและสำคัญ โดยเฉพาะในด้านการปรับตัว ความอดทน ความเข้มแข็ง ฯลฯ

เรามักจะได้ยินเสมอๆ ว่า เด็กปัจจุบันรอคอยไม่เป็น ชอบงานสบาย ส่วนหนึ่งเพราะเด็กขาดโอกาสเรียนรู้ทักษะชีวิตในด้านอื่นๆ เช่น การแก้ปัญหา การต่อสู้กับชีวิตจริง หรือการมีทักษะชีวิตอย่างรอบด้าน

แต่พ่อแม่ส่วนใหญ่กลับมองข้ามปัญหานี้ไป คิดว่า เมื่อโตแล้วก็สามารถเรียนรู้ได้เอง ทั้งที่จริง…เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เด็กควรได้รับการปลูกฝังและบ่มเพาะตั้งแต่เล็ก เพราะทักษะการใช้ชีวิตให้เป็น มีความสำคัญกว่ามิติชีวิตในทุกด้าน ซึ่งเป็นที่มาที่ทำให้เด็กไทยมีภูมิต้านทานในชีวิตต่ำ !!!

ตัวเลขล่าสุดที่เด็กไทยฆ่าตัวตายทั่วประเทศปีละ 600 คน เฉลี่ยวันละ 2 คน
ความจริงเรื่องเด็กและเยาวชนคิดฆ่าตัวตาย ไม่ใช่มีแต่ในเมืองไทยเท่านั้น ในประเทศที่เจริญแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศในโซนยุโรป และญี่ปุ่น ก็มีเด็กฆ่าตัวตาย และคิดฆ่าตัวตายสูงมาก

แต่ที่น่าตกใจมากไปกว่านั้น…
เด็กที่เรียนดี ฉลาด ครอบครัวฐานะดี ความรู้สึกเหล่านี้จะยิ่งรุนแรงกว่าปกติ…!!

เพราะเด็กเหล่านี้ มั่นใจในตนเอง มักเป็นเด็กที่เกิดมาในครอบครัวดี เรียนดี ชนะมาตลอด ไม่ได้เรียนรู้จักการพ่ายแพ้ เมื่อมั่นใจในตนเองมาก ประกอบกับขาดทักษะการแก้ปัญหา เด็กเหล่านี้จะไม่สามารถทนรับความรู้สึกพ่ายแพ้หรือแบกรับความรู้สึกอับอายได้ โอกาสที่เด็กเหล่านี้จะเลือกวิธีจบปัญหาด้วยการจบชีวิตจึงมีโอกาสสูง

แล้วเราจะเป็นพ่อแม่แบบไหน…เลือกได้ค่ะ !!

ที่มา/ภาพประกอบ : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ
ข้อมูลจาก : http://www.thaihealth.or.th
เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
รับแผนผังงาน
รับแผนผังงาน
พิกัดของใช้จำเป็น
พิกัดของใช้จำเป็น
1.พิกัด ผ้าอ้อม, นมผง 2. พิกัด Carseat,รถเข็น,เตียง, Playpen 3. พิกัด เครื่องปั๊มนม, ขวดนม, จุกนม 4. พิกัด สเปรย์, แผ่นแปะ, ยากันยุง
บริการ BBB BOY
บริการ BBB BOY
BBB BOY ช่วยถือ ช่วยหิ้ว แม่ๆ ช็อป ชิลล์ ตลอดงาน บริการรับฝากของ แบบเคลื่อนที่ได้แนวใหม่ เอาใจคุณแม่นักช็อป